เมื่อคู่รักกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาภาวะมีบุตรยาก คำว่า ICSI มักเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกค้นหาบ่อย เพราะเป็นวิธีที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการปฏิสนธิโดยตรง หลายคนจึงสงสัยว่า ICSI คืออะไร ต่างจาก IVF อย่างไร จำเป็นต้องใช้ทุกครั้งหรือไม่ และก่อนเข้าสู่กระบวนการควรเตรียมตัวอย่างไร
ICSI คืออะไร
ICSI ย่อมาจาก Intracytoplasmic Sperm Injection เป็นเทคนิคช่วยการปฏิสนธิที่นำอสุจิหนึ่งตัวฉีดเข้าไปภายในเซลล์ไข่โดยตรง ดำเนินการในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ต่างจาก IVF แบบ conventional insemination ที่นำไข่และอสุจิมาอยู่ร่วมกัน แล้วปล่อยให้อสุจิเข้าปฏิสนธิกับไข่เองโดยไม่ได้ฉีดเข้าไปในไข่โดยตรง
สิ่งสำคัญคือ ICSI ไม่ได้เหมาะกับทุกคน และไม่ควรใช้คำว่า “ทำแล้วสำเร็จมากกว่า IVF” โดยไม่มีข้อมูลเฉพาะบุคคลรองรับ เพราะการเลือกวิธีปฏิสนธิควรพิจารณาจากสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก ผลตรวจ และประวัติการรักษาของแต่ละคู่
ICSI ต่างจาก IVF ตรงไหน
ทั้ง IVF และ ICSI อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และมีขั้นตอนก่อนและหลังการปฏิสนธิหลายส่วนที่คล้ายกัน ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่วิธีทำให้ไข่กับอสุจิปฏิสนธิกัน
| ประเด็น | IVFConventional insemination | ICSIIntracytoplasmic Sperm Injection |
|---|---|---|
| วิธีปฏิสนธิ | นำไข่มาอยู่ร่วมกับอสุจิในสภาวะที่เหมาะสมภายในห้องปฏิบัติการ | นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนใช้อุปกรณ์เฉพาะทาง ฉีดอสุจิหนึ่งตัวเข้าไปภายในเซลล์ไข่โดยตรง |
| การเข้าสู่ไข่ของอสุจิ | อสุจิต้องผ่านกระบวนการเข้าสู่ไข่ด้วยตัวเอง | ช่วยข้ามขั้นตอนที่อสุจิต้องเข้าถึงและเจาะผ่านไข่ด้วยตัวเอง |
| ขั้นตอนอื่น | คล้ายกันทั้งสองวิธี ได้แก่ การกระตุ้นรังไข่ การติดตามฟอลลิเคิล การเก็บไข่ การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน และการวางแผนย้ายตัวอ่อน | |
ความแตกต่างนี้ทำให้ ICSI มีบทบาทสำคัญในกรณีที่มีปัจจัยฝ่ายชายบางรูปแบบ หรือในคู่ที่เคยมีปัญหาการปฏิสนธิจากการทำ IVF มาก่อน
ใครบ้างที่แพทย์อาจพิจารณา ICSI
ข้อบ่งชี้ที่มีข้อมูลรองรับมากที่สุดคือปัจจัยฝ่ายชาย นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่นที่แพทย์อาจพิจารณาใช้ ICSI ได้แก่
- ปัจจัยฝ่ายชาย เช่น มีจำนวนอสุจิน้อย การเคลื่อนไหวของอสุจิผิดปกติ หรือมีปัญหาที่ทำให้อสุจิเข้าถึงไข่ได้ยาก
- เคยมีปัญหาการปฏิสนธิจาก IVF คือเกิดการปฏิสนธิน้อยมากหรือไม่เกิดการปฏิสนธิ แม้ผลตรวจน้ำเชื้อจะไม่ได้ผิดปกติอย่างชัดเจน
- ฝ่ายหญิงอายุมาก หรือใช้ไข่ที่แช่แข็งนำออกมาปฏิสนธิ ซึ่งต้องใช้กระบวนการ ICSI เช่นกัน
ในกรณีที่ไม่พบปัจจัยฝ่ายชายหรือไม่มีประวัติการปฏิสนธิล้มเหลว การใช้ ICSI เป็นกิจวัตรไม่ได้หมายความว่าจะทำให้โอกาสมีบุตรมีชีวิตเพิ่มขึ้น แนวทาง ASRM ปี 2026 ระบุว่าไม่แนะนำการใช้ ICSI เป็นกิจวัตรในผู้ที่ไม่มีปัจจัยฝ่ายชายหรือประวัติการปฏิสนธิล้มเหลวจากการทำ IVF และการตัดสินใจควรพิจารณาความเสี่ยง ค่าใช้จ่าย และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับร่วมกัน
ดังนั้น หากกำลังสงสัยว่าการทำ ICSI จำเป็นหรือไม่ คำตอบไม่ควรดูจากอายุหรือความต้องการเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการประเมินทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายก่อน
ขั้นตอนการทำ ICSI มีอะไรบ้าง
แม้คำว่า ICSI จะหมายถึงเฉพาะขั้นตอนการฉีดอสุจิเข้าไปในไข่ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้เข้ารับการรักษามักต้องผ่านหลายขั้นตอนก่อนถึงช่วงปฏิสนธิ
ตรวจและประเมินก่อนเริ่มการรักษา
แพทย์จะประเมินประวัติสุขภาพ ประวัติการมีบุตร และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ ฝ่ายหญิงอาจได้รับการตรวจเลือดหรือฮอร์โมนและอัลตราซาวนด์ ขณะที่ฝ่ายชายมักได้รับการตรวจวิเคราะห์น้ำเชื้อเพื่อประเมินคุณภาพของอสุจิ การตรวจทั้งสองฝ่ายช่วยให้แพทย์มองภาพรวมก่อนวางแผนรักษา
กระตุ้นรังไข่และติดตามการเจริญเติบโตของฟอลลิเคิล
ฝ่ายหญิงจะได้รับยากระตุ้นรังไข่ตามแผนที่แพทย์กำหนด เพื่อช่วยให้มีไข่หลายใบที่เก็บได้ในรอบเดียว จากนั้นจะติดตามขนาดของฟอลลิเคิลและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเก็บไข่
ที่ BICBIC มีแนวทาง iCOS (Individualized Ovarian Stimulation) เพื่อออกแบบการกระตุ้นรังไข่ให้เหมาะกับข้อมูลของผู้เข้ารับการรักษาแต่ละราย
เก็บไข่
เมื่อฟอลลิเคิลมีขนาดเหมาะสม แพทย์จะวางแผนการฉีดยาที่ทำให้ไข่พร้อมสำหรับการเก็บ แล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนเก็บไข่ ซึ่งเป็นหัตถการทางการแพทย์ รายละเอียดเรื่องการระงับความรู้สึกหรือการเตรียมตัวขึ้นอยู่กับแผนการรักษาและแนวทางของสถานพยาบาล
เตรียมอสุจิและทำ ICSI
หลังได้ไข่และตัวอย่างอสุจิ นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะประเมินและเตรียมเซลล์สืบพันธุ์สำหรับการปฏิสนธิ แล้วใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กภายใต้กล้องจุลทรรศน์ฉีดอสุจิหนึ่งตัวเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง
ขั้นตอนนี้ไม่ได้หมายความว่าไข่ทุกใบจะปฏิสนธิ หรือทุกตัวอ่อนจะพัฒนาไปถึงระยะที่ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกได้ ผลลัพธ์ในแต่ละขั้นตอนขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่ อสุจิ และปัจจัยอื่นของแต่ละบุคคล
เพาะเลี้ยงตัวอ่อน
หลังการปฏิสนธิ ตัวอ่อนจะถูกเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินการพัฒนาตามช่วงเวลา หากมีตัวอ่อนที่เหมาะสมและมีข้อบ่งชี้ แพทย์อาจพิจารณาการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
ที่ BICBIC มีบริการ PGT-A และ PGT-M โดยใช้ NGS เป็นเทคโนโลยีสำหรับการตรวจ การเลือกตรวจขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้และแผนการรักษาของแต่ละราย
ย้ายตัวอ่อน
เมื่อตัวอ่อนอยู่ในระยะที่เหมาะสม แพทย์จะวางแผนการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก โดยในแผนการรักษาจะมีการแช่แข็งตัวอ่อนและย้ายในรอบถัดไป
ที่ BICBIC มีบริการ Embryo Freezing และโปรแกรมการย้ายตัวอ่อนแช่แข็ง เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
หากไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อ สามารถใช้ ICSI ได้หรือไม่
กรณีที่ตรวจไม่พบอสุจิในน้ำเชื้อ (Azoospermia) จำเป็นต้องหาสาเหตุก่อน เพราะอาจเกิดจากการอุดตันของระบบลำเลียงอสุจิ หรือความผิดปกติของการสร้างอสุจิ ที่ Bangkok IVF Clinic (BIC) มีบริการ PESA และ TESE สำหรับเก็บอสุจิโดยตรงในผู้ชายบางรายที่มีภาวะดังกล่าว
ดูดอสุจิจากท่อพักอสุจิด้วยเข็ม
นำเนื้อเยื่อจากอัณฑะมาตรวจหาอสุจิ
แพทย์จะเลือกวิธีตามสาเหตุและสภาพของผู้ป่วย อสุจิที่ได้สามารถนำมาใช้กับ ICSI ได้ในกรณีที่เหมาะสม หรืออาจพิจารณาแช่แข็งไว้ใช้ในอนาคตตามแผนการรักษา
การทำ ICSI มีข้อจำกัดอะไรบ้าง
การอธิบาย ICSI อย่างถูกต้องควรพูดถึงทั้งประโยชน์และข้อจำกัด ไม่ควรนำเสนอเฉพาะด้านที่ทำให้รู้สึกว่าเทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่าจะเหมาะกับทุกคน
- ต้องอาศัยห้องปฏิบัติการและบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะ
- การฉีดอสุจิเข้าไปในไข่มีความเสี่ยงที่ไข่บางใบอาจได้รับความเสียหายจากขั้นตอนการทำหัตถการ หากขาดความชำนาญ
- การปฏิสนธิสำเร็จไม่ได้เท่ากับการตั้งครรภ์หรือการคลอดบุตรเสมอไป เพราะหลังการปฏิสนธิยังมีขั้นตอนการพัฒนาของตัวอ่อน การฝังตัว และปัจจัยด้านสุขภาพของผู้ตั้งครรภ์อีกหลายด้าน
ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ ICSI เป็นคำรับประกันผลการรักษา
ทำ ICSI ที่ Bangkok IVF Clinic มีขั้นตอนอย่างไร
Bangkok IVF Clinic (BIC) ให้บริการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ตั้งแต่การประเมินภาวะมีบุตรยาก การกระตุ้นรังไข่ การเก็บไข่ IVF และ ICSI รวมถึง PGT และบริการแช่แข็งไข่ อสุจิ และตัวอ่อน
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาทำ ICSI การเริ่มต้นที่เหมาะสมไม่ใช่การเลือกแพ็กเกจหรือเลือกเทคโนโลยีทันที แต่ควรเริ่มจากการพูดคุยกับแพทย์และตรวจประเมินข้อมูลของทั้งคู่ก่อน เพื่อดูว่าปัญหาอยู่ที่ส่วนใด และวิธีปฏิสนธิแบบใดมีเหตุผลรองรับในกรณีนั้น
ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนตัดสินใจ
สิ่งที่ควรเตรียมก่อนเข้าปรึกษาแพทย์ มีดังนี้
- ประวัติการมีบุตร
- ระยะเวลาที่พยายามตั้งครรภ์
- ข้อมูลรอบเดือน
- โรคประจำตัวและยาที่ใช้
- ประวัติการรักษาที่เกี่ยวข้อง
- ผลตรวจเดิม เช่น น้ำเชื้อ ฮอร์โมน อัลตราซาวนด์ หรือ IVF ครั้งก่อน
การตรวจน้ำเชื้อเป็นข้อมูลสำคัญ ช่วยให้แพทย์ประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอสุจิได้ตั้งแต่ต้น
อาจต้องประเมินการตกไข่ รังไข่ มดลูก เยื่อบุโพรงมดลูก และท่อนำไข่ ตามประวัติและข้อบ่งชี้
การทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ก่อนจะช่วยให้การพูดคุยกับแพทย์ตรงประเด็นมากขึ้น และทำให้คู่รักเปรียบเทียบทางเลือกต่าง ๆ โดยเข้าใจว่าทำไมจึงมีการแนะนำวิธีใดวิธีหนึ่ง
สรุปก่อนตัดสินใจ
ICSI เป็นเทคนิคช่วยการปฏิสนธิที่ใช้การฉีดอสุจิหนึ่งตัวเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง จุดเด่นคือช่วยจัดการกับขั้นตอนการเข้าถึงไข่ของอสุจิ และมีบทบาทสำคัญในผู้ที่มีปัจจัยฝ่ายชายบางประเภท หรือผู้ที่เคยมีปัญหาการปฏิสนธิจาก IVF มาก่อน
อย่างไรก็ตาม ICSI ไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทุกคู่ และไม่ควรตัดสินใจจากคำว่า “เทคโนโลยีสูงกว่า” เพียงอย่างเดียว เพราะแนวทางการรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสาเหตุ ผลตรวจ อายุ สุขภาพ และประวัติการรักษาของแต่ละบุคคล หากยังไม่แน่ใจว่าตนเองเหมาะกับวิธีนี้หรือไม่ การปรึกษาแพทย์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคลเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมกว่าการเลือกวิธีจากข้อมูลทั่วไปเพียงอย่างเดียว
- ICSI
- IVF
- ภาวะมีบุตรยาก
ยังไม่แน่ใจว่า ICSI เหมาะกับคุณหรือไม่?
ปรึกษาแพทย์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ของ BIC เพื่อประเมินข้อมูลของทั้งคู่เป็นรายบุคคล



